ข้อตรวจพบจากการตรวจสอบการบริหารงบประมาณการเงินบัญชี และพัสดุ 

1. จัดทำบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบัน

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่นำส่งสรรพากร หรือนำส่งแต่ไม่บันทึกรายการบัญชี

3. ไม่ได้จัดทำรายงานการเงินส่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 2

4. เอกสารการรับ - จ่ายบางรายการไม่ถูกต้องครบถ้วน และจัดเก็บไม่เป็นระบบ   

     ไม่ได้เรียงลำดับการจ่ายก่อนหลังที่จะนำไปบันทึกรายการบัญชี

5. ไม่ได้ประทับตรา จ่ายเงินแล้วเพื่อรับรองการจ่ายในหลักฐานการจ่ายเงิน

6. ดอกเบี้ยเงินอุดหนุนและดอกเบี้ยเงินโครงการอาหารกลางวันไม่ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หรือ จัดส่งไม่เป็นปัจจุบัน

7. การใช้จ่ายเงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงินตามแผนปฏิบัติการประจำปี บางแห่งไม่ได้จัดทำแผนปฏิบัติฯ

8. ไม่ได้จัดทำทะเบียนคุมใบเสร็จรับเงิน และไม่ได้รายงานการใช้ใบเสร็จรับเงินประจำปี ไม่มีคำสั่ง

9. แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน และไม่ได้แต่งตั้งผู้ตรวจสอบรับ - จ่าย ประจำวัน ซึ่งจะต้องลงลายมือชื่อในสมุดเงินสด และสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับสุดท้ายของแต่ละวันทำการ

10.    การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการเก็บรักษาเงินไม่ลงชื่อในสมุดรายงานเงินคงเหลือประจำวัน

11.    การเก็บรักษาเงินสดไว้ไม่ถูกต้อง คือ ไม่เก็บรักษาเงินสดไว้ในตู้นิรภัยหรือไม่จัดทำบันทึกการรับ

12.    เงินเพื่อเก็บรักษา กรณีไม่มีตู้นิรภัย

13.    จ่ายเงินโครงการอาหารกลางวันให้เจ้าหน้าที่โครงการอาหารกลางวันโดยไม่ได้ทำสัญญายืมเงิน

14.    การจ่ายเงินยืมตามสัญญาการยืมเงินเมื่อครบกำหนดส่งใช้แล้วไม่ส่งใช้ตามกำหนด

15.    ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบพัสดุคงเหลือประจำปี

16.    จัดทำการตีราคาทรัพย์สินไม่เป็นปัจจุบัน

การบริหารงานการเงินบัญชี และพัสดุในสถานศึกษา มีข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติในภาพรวมดังนี้

การจัดทำบัญชี ทำได้ ระบบ คือ

                  1.การจัดทำบัญชีสำหรับหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2515  เป็นระบบบัญชีคู่ ซึ่งได้รวมสมุดบันทึกรายการขั้นต้น และขั้นปลายไว้ในสมุดเงินสดแบบหลายช่องเพียงเล่มเดียว และกำหนดให้มีการจัดทำทะเบียนคุมเงินแต่ละประเภทประกอบด้วย เพื่อให้สามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินแต่ละประเภทไว้อย่างถูกต้อง               แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ           1. เงินนอกงบประมาณ 2.เงินงบประมาณ     3. เงินรายได้แผ่นดิน 

/1.2  ระบบการควบคุมการเงิน... 

 

                             2.ระบบการควบคุมการเงินของหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2544 

                        ไม่ใช่ระบบบัญชีแต่เป็นระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุมเงินในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่มีการรับจ่ายเงินไม่มาก กำหนดให้จัดทำทะเบียนควบคุมเงินแทนสมุดเงินสด เงินที่โรงเรียนได้รับ       มี 2 ประเภท           คือ

 1. เงินนอกงบประมาณ 2.เงินรายได้แผ่นดิน

2.       รายละเอียดการดำเนินการในแต่ละประเภทเงิน

 2.1  เงินนอกงบประมาณ   เป็นเงินที่กฎหมายกำหนดไม่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน หรือเงินที่ได้รับอนุญาตให้เก็บไว้ใช้จ่ายตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502  มาตรา 24  ได้แก่  เงินรายได้สถานศึกษา เงินบริจาค    เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย   เงินลูกเสือ   เงินเนตรนารี   เงินยุวกาชาด  เงินประกันสัญญา เงินอุดหนุนทั่วไป

 2.1.1 เงินรายได้สถานศึกษา  หมายถึง รายได้ตามมาตรา  59  แห่ง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ซึ่งเกิดจาก

   -  การจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษาที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น

   - การบริการทางการศึกษาและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ไม่ขัดหรือแย้งกับนโยบายวัตถุประสงค์ และภารกิจหลักของสถานศึกษา

    - เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญา  และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ

        เงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล

               ใช้ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ.2549 และประกาศ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ว่าด้วยเกณฑ์อัตราและวิธีการนำเงินรายได้ สถานศึกษาไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัด เขตพื้นที่การศึกษา    สั่ง ณ วันที่  16  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549  และ

คำสั่ง สพฐ. ที่ 161/2549  เรื่องมอบ อำนาจเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษา

            การอนุมัติจ่าย/ก่อหนี้ผูกพันเงินรายได้

1. ผู้อำนวยการสถานศึกษา                                                                                                      ครั้งละไม่เกิน  10  ล้านบาท

2. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา                                                                           ครั้งละไม่เกิน  12  ล้านบาท

3. ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ครั้งละไม่เกิน  12  ล้านบาท

4. ผู้ว่าราชการจังหวัด                                                                                                              ครั้งละไม่เกิน  15  ล้านบาท

 5.ที่ปรึกษาที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ.            ครั้งละไม่เกิน  20  ล้านบาท

6.รองเลขาธิการสพฐ.ที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ.

                                                                                                                                          ครั้งละไม่เกิน 25  ล้านบาท

7. ส่วนที่เกินเป็นอำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

        การใช้จ่ายเงินรายได้  (ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ)

        1.ใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินรายได้ สถานศึกษา

        2.รายได้ที่มีผู้มอบให้สถานศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์ชัดแจ้ง ให้ใช้ก่อหนี้ผูกพันได้เฉพาะใน กิจการที่ผู้มอบ

            ระบุวัตถุประสงค์ในการใช้เท่านั้น

        3.รายจ่ายงบบุคลากร รายการค่าจ้างชั่วคราว เฉพาะกรณีที่สถานศึกษาขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน       4.ค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุยกเว้นค่าเดินทางไปต่างประเทศ

5. งบเงินอุดหนุนสำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนและขาดแคลน

       6.ค่าครุภัณฑ์ต่อหน่วยต่ำกว่า 1,000,000.-  บาท   ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้างที่วงเงินต่ำกว่า    10,000,000.-  บาท

       7.สมทบรายการค่าครุภัณฑ์ หรือรายการค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ

       8.จ่ายเป็นเงินยืมทดรองในการปฏิบัติราชการ/สวัสดิการของข้าราชการและลูกจ้างของสถานศึกษาเฉพาะในส่วนที่สามารถเบิกจากเงินงบประมาณมาชดใช้รายได้สถานศึกษาได้

        9.ดำเนินการเพื่อจัดหารายได้ของสถานศึกษา

      การรายงาน  ให้สถานศึกษาจัดทำรายงานการรับ-จ่ายเงินรายได้สถานศึกษาตามแผนที่กำหนด 

                            ส่ง สพท.อด.2 ทุกสิ้นปีการศึกษา

    2.1.2 เงินบริจาค     ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง  ว่าด้วย       การรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค

                                    ให้ทางราชการ พ.ศ. 2526

    2.1.3 เงินภาษี หัก ณ ที่จ่าย  คือเงินที่เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของส่วนราชการหักจากผู้ขายหรือ ผู้รับจ้าง

                                                     เพื่อนำส่งสรรพากร

            กรณีการซื้อหรือจ้าง มีหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

·       ซื้อหรือจ้างบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 10,000.-  บาท ขึ้นไปหักร้อยละ 1 ของมูลค่าสินค้า/ บริการก่อนบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม

·       ซื้อหรือจ้างนิติบุคคลตั้งแต่ 500.-  บาท ขึ้นไปหักร้อยละ 1 ของมูลค่าสินค้า/บริการก่อนบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม

                          วิธีการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 

            ตัวอย่าง   ราคาซื้อครุภัณฑ์   = 250,000.-   บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)     

            ภาษีมูลค่าเพิ่ม    =    107     X  250,000    

                                        =   16,355.14     บาท

            ราคาครุภัณฑ์เป็นฐานในการคิดภาษีเงินได้ = 250,000  -   16,355.14     บาท 

                                       = 233,644.86      บาท

                                      = 233,644.86  x   100     

            ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (นิติบุคคล) = 2,336.45    บาท

 

      การรับเงิน   สถานศึกษาเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงิน

      การนำส่งเงิน  ให้สถานศึกษานำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน  หากไม่นำส่งภายในเวลาที่กำหนด ผู้จ่ายเงินต้องชำระเงินเพิ่มเองร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และอาจได้รับโทษทางอาญาปรับไม่เกิน 2,000.-  บาท

            2.1.4  เงินลูกเสือ เงินเนตรนารี เงินยุวกาชาด   การรับเงินให้ใช้ใบเสร็จรับเงินตามแบบที่กำหนด และถือปฏิบัติตามข้อบังคับที่กำหนด ไม่ให้เก็บเป็นเงินสดในมือ ให้นำฝากธนาคารทั้งจำนวน ดอกผลที่เกิดจากการนำฝากให้เก็บไว้ใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมนั้น ๆ ได้

            2.1.5 เงินประกันสัญญา  ต้องนำฝากส่วนราชการผู้เบิก  และเมื่อพ้นกำหนดข้อผูกพันตามสัญญา สถานศึกษาต้องจ่ายคืนผู้ขายหรือผู้รับจ้างโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่พ้นข้อผูกพันตามสัญญา

            2.1.6 เงินอุดหนุนทั่วไป  มีดังนี้

                  -  เงินอุดหนุน (ค่าใช้จ่ายรายหัว)

                  -  เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน

                  -  เงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน

 2.2  เงินงบประมาณ   หมายถึงเงินที่ส่วนราชการได้รับตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือเบิกจ่ายในรายจ่ายงบกลาง  จำแนกเป็น 2 ลักษณะ  ได้แก่

            2.2.1  รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ  แบ่งเป็น 5 ประเภทงบรายจ่าย ได้แก่

                  - งบบุคลากร

                  - งบดำเนินงาน

                  - งบลงทุน

                  - งบเงินอุดหนุน

                  - งบรายจ่ายอื่น

            2.2.2 รายจ่ายงบกลาง หมายถึง รายจ่ายตามรายการต่อไปนี้

                  - เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ

                  - เงินเลื่อนขั้นอันดับเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ

                  - เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ

                  - เงินสมทบของลูกจ้างประจำ

                  - ค่าใช้จ่ายสวัสดิการของข้าราชการและลูกจ้าง

      2.3  เงินรายได้แผ่นดิน   แบ่งเป็น 2 ประเภท  คือ

            2.3.1  เงินรายได้แผ่นดินของสถานศึกษาที่มีการจัดเก็บ มีประเภทต่าง ๆ ดังนี้

                  ค่าของเบ็ดเตล็ด  ได้แก่ค่าขายสิ่งของเก่าชำรุดที่จัดหาจากเงินงบประมาณ , ค่าขายแบบรูปรายการที่ใช้เงินจากเงินงบประมาณ

                  ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด  ได้แก่  ค่าธรรมเนียมสอบแข่งขันลูกจ้างประจำ

                  เงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน  คือเงินงบประมาณที่เบิกจากคลังแล้วมีการส่งคืนคลังภายหลังสิ้นปีงบประมาณ

            2.3.2  ดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ของเงินอุดหนุนทั่วไป 

3.   การจัดสวัสดิการในสถานศึกษา

                   ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546

      การจัดตั้งร้านค้าหรือร้านอาหารที่เป็นการจัดสวัสดิการ

      -   วัตถุประสงค์เพื่อขายเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการหรือลูกจ้าง

      -   อยู่ในความควบคุมดูแลและอำนวยการของคณะกรรมการสวัสดิการ 

      -   คณะกรรมการฯ มอบหมายให้บุคคล/กลุ่มบุคคล/ หรือคณะอนุกรรมการรับผิดชอบดำเนินการร้านค้าหรือร้านอาหารที่จัดตั้งขึ้น วัตถุประสงค์ขายให้นักเรียน ไม่ถือว่า เป็นการจัดสวัสดิการภายในโรงเรียน

4.การตรวจสอบเงินคงเหลือ

      ตรวจนับตัวเงิน/  เอกสารเทียบเท่าตัวเงินและเอกสารแทนตัวเงิน /  สมุดคู่ฝากธนาคาร และทะเบียนคุมเงินฝากธนาคารประเภทกระแสรายวัน /  สมุดคู่ฝากส่วนราชการผู้เบิก และตรวจสอบจัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันเพื่อให้ทราบว่าสถานศึกษาได้จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันไว้ถูกต้องตามระเบียบที่กำหนด

5.การเก็บรักษาเงิน

                             ตรวจสอบการเก็บรักษาเงินในแต่ละประเภทว่าเป็นไปตามวงเงินอำนาจการเก็บรักษาที่กระทรวง การคลังอนุมัติและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ดังนี้

1.เงินรายได้สถานศึกษา

      -   โรงเรียนประถม เก็บเงินสดสำรองจ่ายได้   5,000.-  บาท

      -   โรงเรียนมัธยม    เก็บเงินสดสำรองจ่ายได้  10,000.-  บาท

      -    เงินโครงการอาหารกลางวัน (บกศ.เดิม)  เก็บสำรองจ่ายได้ไม่เกิน 20,000.-  บาท

          การนำฝากธนาคารให้ถือปฏิบัติตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค 0414/209  ลงวันที่  7 มกราคม  2547

2.เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

         -   เงินอุดหนุน (ค่าใช้จ่ายรายหัว)   และเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้เก็บเป็นเงินสดไว้     สำรองจ่ายประเภทละ 10,000.- บาท   ส่วนที่เกินให้ฝากธนาคารออมทรัพย์ชื่อบัญชีเงินอุดหนุนทั่วไป โรงเรียน ....................

3.    เงินบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์

         -  เก็บเป็นเงินสดไว้สำรองจ่ายได้เฉพาะเงินบริจาคที่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้จ่ายในด้านสวัสดิการ  เช่น เงินบริจาคเพื่อเป็นสวัสดิการข้าราชการ ลูกจ้างและนักเรียน  เงินบริจาคเพื่อเป็นทุนอาหารกลางวันให้เก็บรักษาเงินสดไว้ได้วัตถุประสงค์ละไม่เกิน 20,000.-  บาท

         -  ส่วนที่เหลือให้นำฝากธนาคารภายในวงเงินที่กำหนด นอกนั้นให้นำฝากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ตามหนังสือที่ กค  0526.9/20 ลงวันที่  7  กุมภาพันธ์  2544 

4.   เงินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันเก็บเงินสด ไม่เกิน 20,000.-  บาท

 ส่วนที่เหลือนำฝากธนาคารโดยไม่จำกัดวงเงิน

5.       เงินภาษี หัก ณ ที่จ่าย ให้นำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ ของเดือนถัดไป

6.       เงินลูกเสือ  เนตรนารี  ยุวกาชาด  ไม่ให้เก็บเป็นเงินสดในมือ ให้นำฝากธนาคารทั้งจำนวน

ดอกผลที่เกิดจากการนำฝากให้เก็บไว้ใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมนั้น ๆ ได้

7.       เงินประกันสัญญา ให้นำฝากส่วนราชการผู้เบิก

8.       เงินรายได้แผ่นดิน  ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หากวันใดมีรายได้เกินกว่า 10,000.-  บาท

ให้นำส่งภายใน 7 วันทำการ

6.       การจ่ายเงิน 

1.       จ่ายตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ ค.ร.ม. รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง

2.       ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่าย

3.       ห้ามเรียกใบสำคัญจ่ายหรือให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อโดยที่ยังไม่มีการจ่ายเงิน

         หลักฐานการจ่ายในแต่ละรายการ ต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วนตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น  กรณีเดินทางไปราชการ  ต้องมีเอกสาร ดังนี้

 -     หนังสืออนุมัติการเดินทางไปราชการ

 -     รายงานการเดินทางไปราชการ  (กรณียืมเงินไปราชการต้องมีสัญญาการยืมเงินและประมาณการค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประกอบด้วย)

      กรณีเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา  ต้องมี

      กรณีการจัดซื้อ/จัดจ้าง   ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ  เอกสารประกอบต้องมี รายงานขอซื้อ/จ้าง  สัญญาซื้อ/จ้าง  ใบตรวจรับ ใบสำคัญรับเงิน  และใบเสร็จรับเงินจากบุคคลภายนอก ฯลฯ

เงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ. 2520  ข้อ 22  โดย    มีสาระดังนี้

      1. ชื่อ สถานที่อยู่ หรือที่ทำการของผู้รับเงิน

      2. วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

      3. รายงานแสดงการรับเงินระบุว่าเป็นเงินค่าอะไร

      4. จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร

      5. ลายมือชื่อผู้รับเงิน

จ่ายเงินแล้ว”  ลงลายมือชื่อพร้อมชื่อตัวบรรจง วันที่ที่จ่ายเงิน กำกับในหลักฐานการจ่ายทุกฉบับ

ประชาชนไว้ที่ใบสำคัญรับเงินเพื่อประโยชน์ในการยืนยันชื่อ และสถานที่อยู่ของผู้รับเงิน

กรณีเบิกค่าใช้จ่ายงานโครงการต้องประกอบด้วยรายการต่อไปนี้

ตัวอย่างเช่น   การพานักเรียนไปเข้าค่าย

หลักฐานประกอบด้วย

1.       ต้นเรื่องขอเบิกได้แก่

ครูกี่คน รายละเอียดการใช้งบประมาณว่าใช้เพื่อการใดบ้าง จำนวนเท่าใด เช่น ค่าจ้างเหมารถประมาณค่าใช้จ่ายไว้เท่าใด  ค่าอาหาร และค่าที่พัก ฯลฯ ระยะเวลาในการดำเนินการ

ยืมเงินแนบ และมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่

               การเบิกค่าจ้างเหมารถ   ประกอบด้วย เอกสารดำเนินการตามระเบียบพัสดุฯ ได้แก่ รายงานขอจ้าง สัญญา/ใบสั่งจ้าง  ฯลฯ

               การเบิกจ่ายค่าที่พักและอาหาร   ประกอบด้วยบันทึกขออนุมัติเบิกค่าอาหาร ที่พัก  บัญชีรายชื่อนักเรียนและครูที่เข้าค่าย ฯลฯ

7.       การจ่ายเงินยืม  

      ใช้แบบที่กระทรวงการคลังกำหนด มีประมาณการและกำหนดส่งใช้ ให้ยืมเท่าที่จำเป็น ห้ามอนุมัติเงินยืมรายใหม่ถ้ายังไม่ส่งใช้รายเก่า

      กรณีเดินทางไปประจำต่างสำนักงาน หรือเดินทางไปราชการประจำต่างประเทศ หรือกลับภูมิลำเนาเดิม ให้ส่งใช้เงินยืมภายใน 30 วัน นับจากวันรับเงิน

      กรณีเดินทางไปราชการอื่น รวมทั้งเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวให้ส่งใช้เงินยืมภายใน   15 วัน นับจากวันเดินทางกลับมาถึง

      กรณียืมเพื่อใช้ปฏิบัติราชการอื่น นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ต้องส่งใช้ภายใน 30 วัน นับจากวันรับเงิน 

8.       การควบคุมตรวจสอบ

      โรงเรียนที่ปฏิบัติตามระบบบัญชีหน่วยงานย่อย

กิ่งอำเภอ พ.ศ. 2520  ข้อ 20  และข้อ 37  คือ แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับ -  จ่ายเงินประจำวัน  เมื่อสิ้นวันทำการให้ผู้ตรวจสอบทำการตรวจสอบจำนวนเงินที่จัดเก็บและหลักฐานรายการบันทึกในบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร เมื่อถูกต้องแล้วให้ผู้ตรวจสอบลงลายมือชื่อในสมุดเงินสด และสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับสุดท้ายของแต่ละวันทำการ

สิ้นเดือน

      โรงเรียนที่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมการเงินของหน่วยงานย่อย

ตามประเภทเงิน

9.       การรับเงิน   เมื่อรับเงินสถานศึกษาต้องออกใบเสร็จรับเงินตามแบบที่กำหนด

10.    การรับจ่ายเงินอุดหนุน 

รายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

      กรณีเงินอุดหนุนรายหัว

      รายการรับ   เมื่อได้รับแจ้งจาก สพท.ว่าโอนเงินให้สถานศึกษาแล้วให้ตรวจสอบว่าได้รับเงินอุดหนุนตรงตามที่ได้รับจัดสรรหรือไม่ กับจำนวนนักเรียนที่มีอยู่จริง นำสมุดเงินฝากธนาคารประเภทเงินอุดหนุนทั่วไปไปปรับยอดที่ธนาคารและออกใบเสร็จรับเงิน นำส่ง สพท. แล้วนำไปบันทึกรายการบัญชี และทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณประเภทเงินอุดหนุน (ระบุประเภท)

      รายการจ่าย  ก่อนจ่ายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ให้ตรวจสอบว่ามีแผนการใช้จ่ายเงินที่กำหนด สัดส่วนการใช้จ่ายเงินตามเกณฑ์ที่ สพฐ. กำหนดหรือไม่  กล่าวคือ (ตามหนังสือที่ ศธ 04006/643  ลงวันที่  12  พฤศจิกายน 2547) 

            งบวิชาการ ร้อยละ  60- 70   ของวงเงินงบประมาณ

            งบบริหารทั่วไป ร้อยละ  20 -30   ของวงเงินงบประมาณ

            งบสำรองจ่าย ร้อยละ  10-  20  ของวงเงินงบประมาณ

            ทั้งนี้งบประมาณทั้ง ส่วน ต้องรวมกันได้ 100%  ของวงเงินงบประมาณรายการที่ได้รับจัดสรรทั้งหมด สอดคล้องกับแผนปฏิบัติงานประจำปีของสถานศึกษา นโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.  โดยให้เป็นอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาในการพิจารณาผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาและให้ประกาศในที่เปิดเผยเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและสาธารณชนได้รับทราบ

      ลักษณะการใช้งบประมาณ  เป็น  3 งบรายจ่ายคือ

      1. งบบุคลากร   ค่าจ้างชั่วคราว เช่น ครูอัตราจ้าง  ยาม เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด คนขับรถ

      2. รายจ่ายงบดำเนินงาน  

            -  ค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ เช่น ค่าวัสดุการศึกษา  ค่าตอบแทนวิทยากร  ค่าพาหนะ     ที่พักและเบี้ยเลี้ยง  ค่าวัสดุเวชภัณฑ์  ค่าเครื่องเขียนแบบเรียน ค่าใช้จ่ายในการแข่งขันกีฬา

            -  ค่าสาธารณูปโภค  เช่น  ค่าไฟฟ้า   ค่าประปา  ค่าโทรศัพท์

      3. รายจ่ายงบลงทุน

            -  ค่าครุภัณฑ์ เช่น  จัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ครุภัณฑ์ทางการศึกษา

            -  ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง    เช่น  ค่าซ่อมแซมอาคารเรียนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ

      การจ่ายเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน  ใช้จ่ายได้  4  ลักษณะ  ดังนี้

1.       ค่าวัสดุเครื่องแต่งกายนักเรียน ให้โรงเรียนจัดซื้อ/จัดจ้างเพื่อจ่ายให้นักเรียน

2.       ค่าอาหารกลางวันนักเรียน  ดำเนินการวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

1.       จ่ายเงินให้นักเรียนโดยตรง (กรณีโรงเรียนมัธยม)

2.       โรงเรียนจัดซื้อวัสดุประกอบอาหารเพื่อจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนโดยไม่ต้อง

      จ่ายเงิน

3.       ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน ดำเนินการจัดซื้อเพื่อจ่ายนักเรียน

4.       ค่าพาหนะไป -  กลับ  ให้ดำเนินการจัดให้นักเรียนตามสภาพที่เป็นจริงและตามความจำเป็น

      โดยจ่ายให้

1.       นักเรียนไปชำระค่าพาหนะเอง หรือ

2.       โรงเรียนจ้างเหมารถบริการรับ -  ส่ง

-    กรณีดำเนินตามข้อ ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการพัสดุฯ และ

ดำเนินการตามข้อ 2.2  ให้ใช้หลักฐานการจัดซื้อตามแบบใบจัดซื้อเครื่องอุปโภค บริโภค

ร่วมกันจ่ายเงิน  โดยใช้ใบรับเงินซึ่งนักเรียนลงชื่อรับเงินและคณะกรรมการลงชื่อจ่ายเงินในแบบหลักฐานการจ่ายเงินอื่น ๆ (แบบ 4208)  เป็นหลักฐานการจ่าย

      -    หลักฐานการจ่ายวัสดุเครื่องแต่งกายนักเรียนและหนังสืออุปกรณ์การเรียน ให้โรงเรียนทำหลักฐานที่นักเรียนลงชื่อรับเป็นหลักฐานประกอบใบเบิกพัสดุ  โดยทำสำเนาแนบไว้กับหลักฐานการจ่ายเงินค่าจัดซื้อจัดจ้างประกอบการตรวจสอบ

11.    การดำเนินโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา  ทำได้กรณี

1.       องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการเป็นผู้จัดทำและเบิกจ่าย สถานศึกษาเป็นเพียงผู้รับ

อาหารมาเพื่อแจกจ่ายให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย

2.       สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการอาหารกลางวัน  สถานศึกษาอาจได้รับเงินอาหารกลางวันจาก

องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือจากกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันกระทรวงศึกษาฯ  ซึ่งโอนผ่าน

สพฐ.  หรือจากเงินรายได้สถานศึกษา (เงิน บกศ. ประเภทโครงการอาหารกลางวันเดิม)  เงินที่เรียกเก็บ

จากผู้ปกครองนักเรียน เช่น  อาหารกลางวันโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด

   กรณีที่สถานศึกษาจัดทำอาหารเอง  และให้เจ้าหน้าที่โครงการอาหารกลางวันยืมเงินเพื่อสำรองจ่าย มีรายละเอียด ดังนี้

 กรณีที่จำเป็นต้องใช้ด่วนและซื้อในปริมาณน้อย

เครื่องปรุงรส ฯลฯ ให้ดำเนินการจัดซื้อตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ

            -      หลักฐานการจ่ายเงินอาหารกลางวันในแต่ละวัน ครูโภชนาการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวัน  ต้องระบุรายการอาหารที่จัดทำในวันนั้น เพื่อประกอบหลักฐานการจ่าย

      กรณีสถานศึกษาจ้างเหมาทำอาหารเอง

            -  ให้ดำเนินการจัดจ้างว่าด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ  หลักฐานการจ่ายเงินถูกต้องครบถ้วน และเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา/ ใบสั่งจ้าง

      กรณีให้เจ้าหน้าที่โครงการยืมเงินอาหารกลางวัน

1.       ให้จัดทำสัญญาการยืมเงิน  และบันทึกการยืมเงินในทะเบียนคุมเอกสารแทนตัวเงิน หรือทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณ (กรณีใช้ระบบควบคุมการเงินหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2544)  ที่เกี่ยวข้อง (อาหารกลางวัน)  บันทึกจ่ายลูกหนี้

2.       กรณีเบิกชดเชยใบสำคัญคู่จ่าย  ให้บันทึกการเบิกชดเชยในทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณที่เกี่ยวข้อง (อาหารกลางวัน)

3.       เมื่อส่งใช้เงินยืมสิ้นภาคเรียน ให้บันทึกเปลี่ยนสภาพในทะเบียนคุมเอกสารแทนตัวเงิน บันทึก

ตัดจ่ายในสมุดเงินสดและทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณ ประเภทเงินอาหารกลางวัน

ในระดับประถมศึกษาห้ามนำเงินอาหารกลางวันแจกนักเรียนเป็นเงินสด

12.    การเบิกเงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ       พ.ศ. 2545   

      ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ

            เอกสารประกอบการขอเบิก  มีดังนี้

            หลักฐานการจ่ายค่าใช้จ่ายทุกประเภท  เช่น  แบบใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเช่า    ที่พัก  ค่าอาหาร ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม  ค่าตอบแทนวิทยากร ฯลฯ

            -      เรื่องอนุมัติโครงการพร้อมแนบโครงการ และตารางการฝึกอบรม ถ้าเป็นสำเนาให้รับรองสำเนาด้วย

            -      เรื่องอนุญาตให้เดินทางไปราชการ

            -      เรื่องอนุมัติให้ยืมเงิน ถ้าเป็นสำเนาให้รับรองสำเนาด้วย

            -      หลักฐานประกอบอื่น ๆ (ถ้ามี)

            ค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม  ได้แก่

1.       ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้และการตกแต่งสถานที่ฝึกอบรม

2.       ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิด -  ปิด การฝึกอบรม

3.       ค่าวัสดุ เครื่องเขียน และอุปกรณ์

4.       ค่าพิมพ์และเขียนประกาศนียบัตร

5.       ค่าถ่ายเอกสาร  ค่าพิมพ์เอกสารและสิ่งตีพิมพ์

6.       ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร

7.       ค่าเช่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการฝึกอบรม

8.       ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการจัดฝึกอบรม

      (1) -  (8)  เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง  ไม่เกินราคามาตรฐานที่กระทรวงการคลังกำหนด (ถ้ามี)

10.    ค่ากระเป๋าเอกสารสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม

      เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราใบละ 300.- บาท

11.    ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม

12.    ค่าสมนาคุณวิทยากร

13.    ค่าอาหาร

14.    ค่าเช่าที่พัก

15.    ค่ายานพาหนะ

การเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.       การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหารทุกมื้อ  ให้งดเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

2.       การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 2 มื้อ  ให้เบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของ

อัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ

3.       การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 1 มื้อ  ให้เบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน ใน ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ

4.       การนับเวลาเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทาง  นับช่วงเวลาในการเดินทางไป (เดินทางออกจากสถานที่อยู่ถึงเวลาสิ้นสุดการลงทะเบียน ในกรณีมีการจัดเลี้ยงอาหาร หรือนับถึงเวลาเริ่มการฝึกอบรม ในกรณีไม่มีการจัดเลี้ยงอาหาร  หรือไม่มีการลงทะเบียน)  รวมทั้งช่วงเวลาเดินทางกลับ (เวลาสิ้นสุดการฝึกอบรมถึงเวลากลับถึงที่อยู่ ที่พัก)

         ค่าพาหนะ  การเดินทางไป กลับระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก ที่ปฏิบัติราชการกับสถานที่ฝึกอบรม ห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้าง (แท็กซี่)  แต่สามารถเบิกค่ารถประจำทางได้

อัตราการเบิกค่าเช่าที่พัก 

 

ระดับการฝึกอบรม

อัตราค่าเช่าที่พักคนเดียว

อัตราค่าเช่าที่พัก 2 คน

 

 

1.การฝึกอบรมระดับต้น (ระดับ 1-2)

ไม่เกิน 600

ไม่เกิน  450/คน

 

 

2.การฝึกอบรมระดับกลาง (ระดับ 3-8)

ไม่เกิน 800

ไม่เกิน 550/คน

 

 

3.การฝึกอบรมระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป)

ไม่เกิน 1,600

ไม่เกิน 1,100/คน

 

 

 

 

 

            อัตราค่าอาหาร 

 

ระดับการฝึกอบรม

สถานที่ราชการ

สถานที่เอกชน

 

ครบมื้อ

ไม่ครบมื้อ

ครบมื้อ

ไม่ครบมื้อ

 

1.การฝึกอบรมระดับต้น

300

200

500

250

 

2.การฝึกอบรมระดับกลาง

500

300

800

400

 

3.การฝึกอบรมระดับสูง

700

400

1000

500

            อัตราค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม

                                                            บาท  :  ครึ่งวัน  :  คน

 

ระดับการฝึกอบรม

สถานที่ราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

สถานที่เอกชน

 

อาหารว่าง           และเครื่องดื่ม

เครื่องดื่ม

อาหารว่าง       และเครื่องดื่ม

เครื่องดื่ม

 

ทุกระดับ

ไม่เกิน 25

ไม่เกิน 10

ไม่เกิน 50

ไม่เกิน 20

 

 

 

 

/อัตราค่าสมนาคุณวิทยากร...

            อัตราค่าสมนาคุณวิทยากร

         การฝึกอบรมระดับกลางและระดับสูงที่จะเป็นต้องใช้วิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถเป็นพิเศษและจะเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรสูงกว่าอัตราที่กำหนดข้างต้นให้อยู่ในดุลยพินิจของปลัดกระทรวงเจ้าสังกัด

ไม่ถึง 60  นาที  หรือ เกิน 60  นาที และส่วนที่ไม่ถึงหรือเกิน  60  นาที  นับได้ไม่น้อยกว่า 50  นาที   

ให้ถือเป็น 1 ชั่วโมง แต่ถ้าส่วนที่ไม่ถึงหรือเกิน 60 นาที  นับได้ไม่น้อยกว่า 25  นาที  แต่ไม่ถึง 50 

นาที ให้เบิกจ่ายได้กึ่งหนึ่ง

และส่วนราชการในการเดินทาง ดังนี้

ค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้สังเกตการณ์   ประกอบด้วย  ค่าลงทะเบียนและ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนี้

1.       ค่าลงทะเบียน

                การเบิกค่าลงทะเบียน  ต้องมีระยะเวลาการฝึกอบรมในแต่ละวันเกินกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งขึ้นไป หากระยะเวลาการฝึกอบรมในแต่ละวันไม่เกิน 3 ชั่วโมงครึ่ง ให้เบิกค่าลงทะเบียนได้กึ่งหนึ่ง

2.       ค่าเบี้ยเลี้ยง   ค่าที่พัก ค่าพาหนะ

หรือไม่ประสานงานให้  ผู้เข้าอบรมเบิกเฉพาะส่วนที่ผู้จัดไม่ได้จัดให้หรือประสานให้ตาม                พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการฯ

ค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมบุคคลภายนอก

         เป็นการฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มิใช่ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของทางราชการ จัดได้เฉพาะภายในประเทศ และให้เทียบเท่าการฝึกอบรมระดับต้น

1.       อัตราการเบิก

 

 

ราชการ

จัดในสถานที่ราชการ/รัฐวิสาหกิจ

จัดในสถานที่เอกชน

 

ค่าอาหาร

- ครบทุกมื้อ

- ไม่ครบทุกมื้อ

 
ไม่เกินคนละวันละ 150  บาท

ไม่เกินคนละวันละ   75  บาท

 
ไม่เกินคนละวันละ 250 บาท

ไม่เกินคนละวันละ 125  บาท

 

ค่าที่พัก

ให้พักรวมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต่อ ห้อง

เบิกเท่าที่จ่ายจริง  ไม่เกินคนละวันละ 300  บาท ยกเว้น

จำเป็นไม่เหมาะสมที่จะพักคู่  เบิกได้ไม่เกิน  600  บาท

 

2.       กรณีส่วนราชการผู้จัด ไม่จัดอาหาร ที่พัก หรือยานพาหนะให้  

                ให้ผู้จัดเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนที่มิได้จัด ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เป็นบุคคลภายนอก    ได้ดังนี้ 

          

 

รายการ

หลักเกณฑ์

อัตราเหมาจ่าย

 

ค่าอาหาร

-ไม่จัดอาหารให้ทั้ง 3 มื้อ

-จัดอาหารให้          2  มื้อ

-จัดอาหารให้          1  มื้อ

-เบิกได้ไม่เกินคนละวันละ 120 บาท

-เบิกได้ไม่เกิน 1/3 ของ      120  บาท

-เบิกได้ไม่เกิน 2/3 ของ      120  บาท

 

ค่าที่พัก

 

ไม่เกินคนละวันละ             300  บาท

 

ค่ายานพาหนะ

-เบิกได้เท่าข้าราชการระดับ 1    ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่าย

ในการเดินทางไปราชการฯ

 

3.       วิธีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เป็น

      บุคคลภายนอก

กรณีกลุ่มโรงเรียนจัดโครงการฝึกอบรมให้แก่โรงเรียนในกลุ่มโดยเก็บค่าลงทะเบียน

1.       ให้ประธานกลุ่มโรงเรียนขออนุมัติความเห็นชอบโครงการต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา โดยระบุกลุ่มเป้าหมาย  ระยะเวลางบประมาณที่ได้จัดเก็บจากค่าลงทะเบียน และแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการอบรม

2.       ให้โรงเรียนของประธานกลุ่มเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินค่าลงทะเบียนรายบุคคลให้กับข้าราชการครูผู้เข้ารับการอบรม และบันทึกรายการบัญชีตามระบบบัญชี จัดทำเอกสารหลักฐานการจ่ายต่าง ๆ บันทึกรายการจ่ายแล้วเก็บหลักฐานไว้เพื่อการตรวจสอบ

13.    มาตรการประหยัดงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2549 ของ สพฐ.  (หนังสือ สพฐ. ศธ 04002/1303     ลงวันที่   26  ธันวาคม 2548 )

1.       การเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

2.       การเบิกจ่ายเงินค่าเช่าที่พักในประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป

ราชการ

1.       ระดับ ลงมา

1.       พักเดี่ยว  คนละไม่เกิน  1,000  บาทต่อวัน

2.       กรณีเดินทางเป็นคณะให้พักคู่ คนละไม่เกิน 600  บาทต่อวัน

2.       ระดับ 9 เหมาจ่ายคนละไม่เกิน 1,500  บาทต่อวัน

3.       ระดับ 10 ขึ้นไปเท่าที่จ่ายจริงคนละไม่เกิน 2,000  บาทต่อวัน

 

3.       การเบิกจ่ายเงินค่าพาหนะรถรับจ้าง ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.6/   127 ลงวันที่  9  กันยายน 2548

      1. การเดินทางข้ามเขตจังหวัดระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดที่มีเขตติดต่อกรุงเทพฯ  ให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริงภายในวงเงินเที่ยวละไม่เกิน  300  บาท

      2. การเดินทางข้ามเขตจังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อ 1 ให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริงในวงเงินเที่ยวละไม่เกิน 200  บาท

4.       การเบิกจ่ายเงินค่าพาหนะโดยเครื่องบิน

1.       ข้าราชการตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไป  เดินทางโดยเครื่องบินได้

2.       ข้าราชการระดับ 7 เดินทางโดยสายการบินต้นทุนต่ำ  (Low  Cost)

5.       ค่าใช้จ่ายในการประชุมอบรม สัมมนา ในการเบิกจ่ายค่าอาหาร/ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (ระดับกลางในสถานที่เอกชนหรือโรงแรม)

      1. ให้ใช้จ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่ให้คำนึงถึงความประหยัด และเหมาะสม เช่น

            -  อาหารกลางวัน  มื้อละไม่เกิน  180  บาทต่อคน

            -  อาหารเย็น มื้อละไม่เกิน 200  บาทต่อคน

      2.  ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ไม่เกิน 50  บาท ต่อครึ่งวันต่อคน

      3. ค่าที่พักไม่เกินคนละ 450  บาทต่อวัน

      4. หากมีความจำเป็นจะต้องจ่ายเกิน ตามอัตรา ให้ขออนุมัติเลขาธิการ กพฐ. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายก่อนดำเนินการ และถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ไม่เกินระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด

      5. กรณีที่ผู้จัดประชุม อบรม สัมมนา ได้มีการจัดห้องพักโดยรวมอาหารเช้าไว้ด้วยแล้ว ให้ผู้เข้ารับการประชุมฯ เบิกค่าเบี้ยเลี้ยงตามสัดส่วน ดังนี้

            -   กรณีที่ผู้จัดได้จัดอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น เพียง 1 มื้อให้เบิกเบี้ยเลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ใน 3

            -   ถ้าจัดอาหารกลางวันและอาหารเย็นให้งดเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง

            -   ค่าห้องประชุม ค่าใช้สถานที่ ค่าเช่า  LCD  หรือโปรเจคเตอร์

            -  ปกติ ถ้ามีการเลี้ยงอาหารกลางวัน และอาหารว่าง พร้อมเครื่องดื่ม หรือกรณีมีการใช้ห้องพัก ทางโรงแรมจะไม่คิดค่าห้องประชุมหรือค่าใช้สถานที่ ค่าเช่า LCD หรือโปรเจคเตอร์

            -  ให้ผู้จัดได้ต่อรองกับโรงแรมที่เรียกเก็บและพิจารณางดการเก็บค่าเช่าดังกล่าวหรือเลี่ยงไม่ใช้สถานที่โรงแรมดังกล่าว

      6. งดการจัดซื้อกระเป๋าเอกสาร หากมีความจำเป็น ให้ขออนุมัติเลขาธิการ กพฐ. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายและให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินใบละ 150  บาท

การซื้อและใช้วัสดุสำนักงาน

      ขอความร่วมมือให้ใช้วัสดุในการทำงานอย่างประหยัด

7.       การเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ

      - พิจารณาเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น

      - พิจารณาอนุญาตจำนวนวันอย่างเหมาะสม

      - พิจารณาอนุญาตให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานโดยตรง

8.       การใช้เครื่องปรับอากาศ

      1. ห้องทำงาน

            -  วันทำการเปิด - ปิด ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ปิดช่วงพัก 12.00 -  13.00  น.

            -  ถ้าไม่อยู่ในห้องมากกว่า 1 ชั่วโมง ควรปิดเครื่องปรับอากาศ

            -  ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมที่ 25 องศา

            -  ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง หลังเลิกงานและวันหยุด

      2. ห้องประชุม

            -  เปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเริ่มประชุมประมาณ 10 - 15 นาที เมื่อเลิกการประชุมขอให้ฝ่ายเลขานุการประชุม ปิดเครื่องปรับอากาศทันที

9.       การใช้ไฟฟ้าตามจุดต่าง ๆ

      1.  ห้องทำงาน

            -  ในวันทำงานการเปิดไฟระหว่างการปฏิบัติงานและวันหยุดให้เปิดเฉพาะที่จำเป็น

            -  ปิดไฟช่วงพัก  12.00 -  13.00  น.

            -  ไฟฟ้าแสงสว่างภายในห้องทำงานให้เปิดเฉพาะช่วงเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ หากไม่มีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้อง ก่อนออกจากห้องให้ปิดไฟฟ้าแสงสว่างทั้งหมด

      2.  ห้องประชุม

            -  เปิดไฟเฉพาะช่วงการประชุม

            -  เลือกขนาดห้องประชุมให้เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าประชุม

            -  เมื่อเลิกประชุมให้ฝ่ายเลขานุการผู้จัดปิดสวิทซ์

10.    การใช้น้ำประปา

      1.  สำรวจสุขภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ห้อง ระบบการจัดส่งน้ำภายในและภายนอกอาคาร

      2.  ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ 

11.การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ พิจารณาให้

      1.  ผู้บริหารระดับสูง

      2.  ผู้อำนวยการสำนัก  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น หรือเทียบเท่า

      3.  กรณีนอกเหนือให้ขออนุมัติเลขาธิการ กพฐ. พิจารณา ตามความเหมาะสม และจำเป็น